เนื่องจากช่วงนี้เกิดอารมณ์เปลี่ยวหลังจากเข้าสู่ช่วงปิดเทอม Easter (อันหมายถึงเทศกาลไข่ชอคโกแลต) ตัวของผู้เขียน ซึ่งก็อยู่ในสภาวะพักผ่อนไม่อยากทำอะไรจึงสรรหาภาพยนตร์ที่เคยน่าสนใจแต่ไม่มีโอกาสได้ชมในโรงภาพยนตร์มาทัศนาให้สาแก่ใจ และเรื่องที่อยากเล่าถึงในวันนี้ได้แก่เรื่อง กระสือวาเลนไทน์
 
ส่วนตัวเป็นคนชอบเนื้อเรื่องอะไรพีเรียดหน่อย แบบย้อนยุคเล็กๆ สมัยสงครามโลก อาจจะด้วยบรรยากาศ เสน่ห์ของความซีเปีย และแฟชั่นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ที่ดูจะคลิกกับผู้เขียนอยู่พอสมควร ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รู้สึกชอบหนังเรื่องนี้ ที่ตัวเรื่องหลักถึงจะไม่ได้ย้อนยุค แต่ก็บอกถึงความเก่า ความคร่ำคร่า ความรกร้างว่างเปล่า การถูกทอดทิ้ง ได้เป็นอย่างดี
 
ถึงแม้ส่วนตัวจะไม่ค่อยปลาบปลื้มนักกับดอกกุหลาบ อาจด้วยเพราะว่าเป็นสัญลักษณ์ความรักที่ดูจะเป็นสากลเกินไป แม้แต่ชื่อของดอกไม้เองก็เป็นคำหยิบยืมจากต่างประเทศแถบที่ไม่คุ้นเคย และตัวพรรณไม้เองก็ดูจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดีนักกับภูมิอากาศแถบที่ราบลุ่มเจ้าพระยา แต่ก็เพราะความเป็นดอกกุหลาบนี่เอง ที่เป็นส่วนเชื่อมโยงระหว่างความเชื่อ ชะตากรรม พรหมลิขิต ความรัก และปัจจุบันเข้าด้วยกัน
 
บทภาพยนตร์มีความกลมกลืนสอดคล้องได้เป็นอย่างดี และความสยองขวัญก็ไม่ได้ทำให้คอยหลอกหลอนจนกลับไปนอนฝันร้ายดังเช่นภาพยนตร์สยองขวัญแนวผีปกติ ผู้เขียนรู้สึกชื่นชอบของการนำเสนอภาพของผีสางที่ชวนให้เวทนามากกว่าความสะพรึง มีคนกล่าวว่าความกลัวของมนุษย์ปุถุชนเกิดจากความไม่รู้ ความไม่รู้ชีวิตหลังความตาย ความไม่รู้ในภพภูมิอื่นนอกจากมนุษยภูมิ ความไม่รู้ในปรากฏการณ์ธรรมชาติ ความไม่รู้ในอนาคต สิ่งเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดความกลัวอย่างไร้สาเหตุ ตัวภาพยนตร์ได้อธิบายถึงเรื่องผีไว้ว่าก็คือคนที่กระทำกรรมไว้ในขณะทีตนเองมีชีวิตอยู่ เมื่อสิ้นชีวิตลง และยังไม่สามารถชดใช้กรรมได้หมดสิ้น วิญญาณจึงยังต้องวนเวียนชดใช้กรรมอยู่ต่อไปกลายมาเกิดในภพภูมิของเปรตอสุรกาย เมื่อเข้าใจดังนี้แล้วก็ให้สงสัยและเวทนาว่ากรรมอันใดที่ทำให้สาวลี ตัวละครเอกของเรื่องต้องกลายมาเป็นกระสือโดยที่เธอก็ไม่มีความต้องการ
 
ตัวภาพยนตร์ผูกเรื่องของกรรมลิขิตและการวนเวียนเพื่อชดใช้กรรมของแต่ละตัวละครได้อย่างแยบคายและชวนติดตาม วิญญาณที่เคียดแค้นชิงชังและยังผลให้ตัวละครเอกต้องเผชิญวิบากแห่งการฆาตกรรมของตนในชาติปางก่อน ถึงแม้จุดประสงค์หลักของผู้สร้างคงต้องการสะท้อนภาพผลกรรมอันเกิดจากการกระทำในอดีตของตัวละครเอกเพื่อให้ผู้ชมที่เชื่อเรื่องกรรมได้ซาบซึ้งและเกิดหิริโอตตัปปะ มีสติรู้ตัวอยู่ในทุกการกระทำของตัวเองไซร้ การนำเสนอภาพอันน่าสังเวชยังทำให้ผู้เขียนเกิดคำถามหลายอย่าง และยิ่งส่งให้รู้ว่าตนเองไม่เข้าใจโลกมากเพียงใด
 
โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนเห็นว่าความเชื่อเรื่องกรรมเป็นกุศโลบายอันแยบคายที่จะทำให้มนุษย์ประพฤติดีกระทำดี เพราะเห็นแก่อนาคตของตน อย่างไรก็ดี เรื่องกรรมในอดีตที่ส่งผลถึงปัจจุบันดูจะน่าเวทนาไม่ใช่น้อย ผู้เขียนเคยได้ยินเรื่องราวของเด็กที่จับปลาตีกบ กระทำทารุณกรรมสัตว์ด้วยวัยที่ยังเป็นเด็ก อยากรู้อยากเห็นและคึกคะนองตามประสาแห่งฮอร์โมนแรงผลักดันแห่งธรรมชาติ แต่กลับส่งผลให้ต้องประสบผลกรรมในช่วงวัยโตที่รู้ประสีประสา รู้ผิดชอบชั่วดี แต่ก็สายเกินที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดที่เคยกระทำในอดีต นี่ยังไม่ต้องว่าถึงกรรมแต่ชาติปางก่อนซึ่งส่งผลถึงชาติภพปัจจุบันเลย ผู้เขียนเห็นว่าดูจะเป็นการทารุณเกินไปที่จะนำผลที่เกิดจากการกระทำที่แม้แต่ตนเองก็ยังจำความไม่ได้ต้องมาสะท้อนเกิดในขณะช่วงปัจจุบัน เหมือนกับการลงโทษเฆี่ยนตีเด็กโดยที่เด็กเองก็ไม่เข้าใจว่าตนทำผิดอะไร ต้องมาเดาเอาเองว่าคงทำผิดที่จุดนั้นจุดนี้ ท้ายที่สุดแทนที่จะได้แก้ไขปรับปรุงในส่วนที่ถูกที่ควร ก็อาจกลับกลายเป็นเตลิดเปิดเปิงเข้าใจผิดไปกันใหญ่ หากกรรมมีกิจกรรมดำเนินการตามกรรมวิธีนี้แล้วไซร้ ก็ดูท่ากรรมจะเป็นผู้พิพากษาที่โหดเหี้ยมอำมหิตเกินไปนัก อุปมาเหมือนผู้ใหญ่ที่ลงโทษเฆี่ยนตีด้วยความอาฆาตพยาบาท หาใช่ลงโทษด้วยความรักความปรารถนาที่จะให้คนที่รักแก้ไขปรับปรุงตัวไม่
 
ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จะมีเจตนากล่าวหักหาญความเชื่อของผู้ที่ยึดมั่นเชื่อถือในหลักกรรมก็คงไม่ใช่ เพราะส่วนตัวผู้เขียนก็เชื่อว่าตนเป็นพุทธศาสนิกชนที่มีความเชื่อความศรัทธาในหลักธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ระดับหนึ่ง เพียงแต่คิดว่าการจะโทษทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นว่าบังเกิดมาจากวิบากกรรมก็คงไม่ถูกนัก เพราะหากเป็นอย่างนั้นแล้วไซร้ ความกระตือรือร้นที่พัฒนาชีวิตให้เจริญรุดหน้าพ้นจากกรรมเก่าที่คอยหลอกหลอนจากอดีตชาติก็คงไม่บังเกิดมี แล้วก็ต้องจมอยู่กับอดีตที่แม้แต่ตนเองก็จำไม่ได้ว่าส่วนไหนที่ส่งผลถึงตอนนี้และนั่งปลงต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ แล้วผลแห่งวิบากก็คงจะไร้ความหมาย เพราะเมื่อชดใช้กรรมเสร็จก็เจ๊ากันไป ไม่ได้เกิดสำนึกรู้ผิดชอบชั่วดีอะไรขึ้นมา
 
ปล. (สปอยล์) ก็ถ้าคุณน้องกระโปรงแดงวิญญาณตาแก่จะอาฆาตคุณพ่อที่ทำให้คุณแม่เสียใจจนต้องทำแท้งและน้องไม่ได้ลืมตาขึ้นมาดูโลกขนาดนี้ ทำไมน้องไม่คิดบ้างว่ามันก็เป็นกรรมของคุณน้องเองแต่ชาติปางไหนก็ไม่รู้ที่คนดูก็จำไม่ได้และทำให้น้องเหมือนจะได้เกิดแล้วก็ไม่ได้เกิดในที่สุด


edit @ 31 Mar 2012 22:35:13 by ~\ ศุภฎล /~

Comment

Comment:

Tweet

#5 By สติ๊กเกอร์ไลน์ (183.89.83.82|183.89.83.82) on 2014-11-27 15:21

ส่งดอกไม้ วาเลนไทน์

#3 By ส่งดอกไม้ วาเลนไทน์ (103.7.57.18|58.8.196.38) on 2013-01-29 14:26

วาเลนไทน์

#2 By วาเลนไทน์ (103.7.57.18|58.11.100.208) on 2013-01-29 14:13

Hi Pond,

เพิ่งได้มีโอกาสอ่านบล๊อคปอน ประเด็นที่นำเสนอน่าสนใจนะ แต่ arguable เราอยากอภิปรายเรื่องที่บอกว่าทำผิดในวัยเด็กโดยไม่รู้เรื่องรู้ราวแล้วต้องมารับโทษจากวิบากกรรมนั้น ส่วนตัวเชื่อว่าในทางพระพุทธศาสนา conscience (การรู้ผิดชอบชั่วดี) เป็นส่วนหนึ่งของ human quality กล่าวคือ จริงๆแล้วคนทุกคน ”ควรจะ” มีความสามารถนี้ตั้งแต่เกิดมา การกระทำทุกอย่างที่เป็นวิบากกรรมจึงนำไปสู่ผลลัพธ์คือการชดใช้ (tort and obligation, legally speaking) อีกนัยหนึ่ง การที่ในทางโลก คนคนหนึ่งมี conscience หลังจากที่เกิดมาแล้วได้ระยะหนึ่ง (สั้นยาวไม่เท่ากัน) ถือเป็น “ความบกพร่อง” ของบุคคลนั้นๆ นั่นหมายถึงทุกคนมีความบกพร่องอยู่ในตัวและเป็นสิ่งกีดขวางต่อการเข้าถึงนิพพานนั่นเอง
ส่วนตัวเห็นด้วยว่ามุมมองนี้เป็นมุมมองที่น่าเศร้า และไม่อยากให้เป็นแบบนี้ แต่อีกแง่หนึ่งก็ควรมองด้วยว่าการที่เรา “ตัดสิน” ว่าวิธีการดังกล่าวเหี้ยมโหดหรือไม่ยุติธรรมหรืออะไรก็แล้วแต่ มันก็เป็นแค่ judgment หนึ่งที่เกิดขึ้นภายในกรอบวัฒนธรรม (no matter how universal it seems). อีกนัยหนึ่ง เรากำลังมองว่า การตัดสินแบบนี้เป็นการตัดสินสิ่งที่ละเอียดอ่อนด้วยสิ่งที่หยาบ (ซึ่งเป็นโลจิคที่ตรงกับข้ามกับโลจิคที่ควรจะเป็น)

Well, I agree that life is sadness after all. Poor us.

#1 By Traversaint (31.33.200.180) on 2012-04-17 18:10